30.7.08

เล่าขาน ตำนานชนชาติเกาหลี ตอนที่ 2 ...by... Amornbyj

มีข้อมูล อีกแหล่ง คือ อ่านพบมาจาก BYJtogether

ขอนำมาเล่าเป็น ตอน ๆ ที่ มีเรื่องเกี่ยวข้องกัน อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่า ประวัติศาสตร์เกาหลี มีการนำมาเขียน โดยมีแหล่งข้อมูลมาจากหลายที่ คนเล่า จึงใช้คำว่า ไม่ฟันธง ว่าเรื่องเล่านี้ เป็นประวัติศาสตร์ เป็นเพียง การนำบทความ จากหลาย ๆที่ ที่อ่านเจอมา เล่าสู่กันอ่านเท่านั้น แต่ก็ ต้องให้เครดิต กับต้นฉบับที่นำมาเล่าต่อ โดย คงข้อความของเจ้าของเรื่องเดิมเขาไว้นะคะ
ประวัติศาสตร์เกาหลี

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ได้มีการขุดค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหินที่บ่งบอกถึงการตั้งถิ่นฐานบนคาบสมุทรเกาหลีซึ่งมีอายุประมาณ 50,000 ปี ทำให้ทราบว่ามีผู้คนอาศัยอยู่บนคาบสมุทรเกาหลีมาตั้งแต่สมัยยุคหินเก่าแล้ว หลังจากนั้นได้มีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาที่ทำจากดินเหนียวปนทราบประเภทไห ซึ่งมีลักษณะลวดลายเป็นแนวยาว โดยนักโบราณคดีได้เรียกเครื่องปั้นดินเผารูปแบบนี้ว่า “เครื่องมือเครื่องใช้ลายฟันหวี” เครื่องปั้นดินเผาแบบนี้นั้น พบมากในบริเวณเอเชียเหนือและแถบไซบีเรีย

นอกจากนี้แล้ว ยังพบเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ เช่น หัวธนูและมีดที่ทำจากหิน ฉมวกและตาข่ายดักปลา ทำให้ทราบว่า บรรพบุรุษชาวเกาหลีในสมัยก่อนนั้น ตั้งถิ่นฐานอยู่แถบชายทะเล หาเลี้ยงชีพด้วยการจับปลาและล่าสัตว์ จากนั้น ก็ได้มีการขยายการตั้งถิ่นฐานเข้ามาด้านในของคาบสมุทรมากขึ้น ได้มีการริเริ่มทำการเพาะปลูกขึ้นแล้วในสมัยนี้ หลังจากนั้นแล้ว ก็ได้มีการรับเอาเทคโนโลยีการผลิตโละหะสัมฤทธิ์จากจีนมาใช้ทำเป็นอาวุธ

ชาวเกาหลีในขณะนั้น อาศัยอยู่ตามถ้ำ มีการรวมกลุ่มกันครอบครัว และรวมตัวกันเป็นสายตระกูล โดยมีชายที่มีอายุมากที่สุดในสายตระกูลเป็นหัวหน้า เมื่อหัวหน้าตระกูลตัดสินใจอะไร สมาชิกก็ต้องปฏิบัติตาม ยกเว้นการตัดสินใจในเรื่องสำคัญจะมีการปรึกษากันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน นอกจากหัวหน้าสายตระกูลจะมีหน้าที่ทางด้านการปกครองแล้ว ยังมีหน้าที่ทางศาสนาด้วย ชาวเกาหลีในสมัยนั้นยังมีคติความเชื่อว่ามีวิญญาณในธรรมชาติและจักรวาล (Animism) และหัวหน้าตระกูลได้รับการยอมรับว่าสามารถติดต่อกับวิญญาณเหล่านี้ได้ ดังนั้น หัวหน้าตระกูลจึงต้องประกอบพิธีกรรมบวงสรวงวิญญาณเพื่อป้องกันเหตุร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นกับสายตระกูลของตน

ลักษณะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในยุคก่อนประวัติศาสตร์ คือ การห้ามแต่งงานในสายตระกูลเดียวกัน จึงทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสายตระกูล เมื่อความสัมพันธ์กว้างขวางขึ้น จึงเกิดการรวมตัวกันเป็นชนเผ่า มีชื่อว่า ชนเผ่าโชซอนเก่า

ยุคโชซอนเก่า (2333 ปีก่อนค.ศ.)

ในช่วง 300-400 ปีก่อนคริสตกาลนั้น ชนเผ่าโซชอนเก่านั้น มีอิทธิพลอยู่แถบบริเวณลุ่มแม่น้ำเหลียว ซึ่งหัวหน้าตระกูลนั้นได้รับอิทธิพลจากจีนจึงได้สถาปนาตนขึ้นเป็น “กษัตริย์” และตั้งเป็นอาณาจักรโชซอนเก่าขึ้น โดยกษัตริย์ของอาณาจักรโชซอนเก่านั้น สามารถรบชนะรัฐใกล้เคียงในบริเวณลุ่มแม่น้ำเหลียวได้อย่างมากมาย ทำให้อาณาจักรโซซอนสามารถมีอำนาจเหนือบริเวณลุ่มแม่น้ำเหลียวได้ทั้งหมด ต่อมาเมื่ออาณาจักรโชซอนเก่าเริ่มอ่อนแอลง รัฐต่างๆ ก็รวมตัวกันโดยมีรัฐเยนเป็นหัวหน้าเข้าโจมตีอาณาจักรโชซอนเก่า ทำให้อาณาจักรโชซอนเก่าต้องถึงจุดสิ้นสุดลง

การดำรงชีวิตของชนเผ่าโชซอนเก่านั้น มีการพัฒนาจากกการอาศัยอยู่ในถ้ำมาเป็นการสร้างบ้านด้วยไม้ โดยบ้านของชาวเกาหลีนั้น จะมีระบบทำความร้อนโดยการก่อไฟให้ความร้อนอยู่ใต้ถุนบ้าน และระบายควันออกทางปล่องไฟ ซึ่งบ้านแบบนี้ยังสามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน นอกจากนั้นแล้ว มีการรับเทคโนโลยีการใช้เหล็กจากจีน ส่วนประเพณีการฝังศพนั้นในสมัยนี้จะใช้วิธีการขุดหลุมฝังศพหรือไม่ก็ทำเป็นเนินดิน ซึ่งคล้ายกับประเพณีการฝังศพแบบจีนหรือการทำฮวงซุ้ย

ในด้านการปกครองนั้น เมื่อมีการรวมกลุ่มกันมากขึ้น ก็จึงต้องมีข้อกำหนดร่วมกันมาบังคับใช้ในชุมชน โดยมีการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับสมัยโชซอนเก่า เพื่อใช้ในการควบคุมประชาชนในอาณาจักรโชซอนเก่า ซึ่งกฎหมายนี้นั้นจะมีทั้งข้อกระทำผิดและบทลงโทษ เช่น หากขโมยสิ่งของ ก็ต้องไปรับใช้เจ้าของนั้น และต้องชดใช้ด้วยข้าวเปลือกให้แก่เจ้าของสินทรัพย์นั้น แสดงให้เห็นว่า ในสมัยนั้นได้มีทาสเกิดขึ้นแล้ว และมีข้าวเปลือกเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

ต่อมาเมื่อ 109 ปีก่อนคริสตกาล อาณาจักรจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น ได้ขยายตัวมาทางคาบสมุทรเกาหลี โดยส่งกำลังเขายึดเมืองวังกอม เมืองหลวงของอาณาจักรโชซอนเก่า และรวมดินแดนโชซอนโบราณเข้ากับจีนได้เป็นผลสำเร็จ จากการที่จีนสามารถยึดครองอาณาจักรโชซอนเก่า ทำให้วัฒนธรรมของจีนได้ถูกปลูกฝังในดินแดนแถบนี้เป็นอย่างมาก

ในระหว่างนั้นเอง ได้มีการตั้งอาณาจักรโคกูเรียวขึ้นบริเวณที่ราบลุ่มระหว่างแม่น้ำทงกาและแม่น้ำอัมนก ซึ่งลักษณะการรวมตัวกันจะคล้ายกับการรวมตัวของชนเผ่าโชซอน คือรวมตัวกันในสายตระกูลหลายตระกูล โดยมีการจัดการปกครองที่มีประสิทธิภาพและมีสภาพสังคมที่ดี ชาวโคกูเรียวนั้นเป็นพวกนักรบที่มีความสามารถสูง ทำให้สามารถโจมตีอาณาจักรข้างเคียงได้อย่างมากมาย เช่น อาณาจักรพูยอและอาณาจักรโอกจอ เป็นต้น

เมื่อถึงสมัยสามก๊ก มีการแย่งชิงอำนาจเกิดขึ้นมากมายในดินแดนประเทศจีนรวมทั้งคาบสมุทรเกาหลีด้วย ทำให้การปกครองดูแลดินแดนทางแถบคาบสมุทรเกาหลีอ่อนกำลังลงจนในที่สุด อาณาจักรโคกูเรียว อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ก็ได้เข้าโจมตีดินแดนของอาณาจักรโชซอนเก่าเป็นผลสำเร็จในปี ค.ศ.313 ทำให้อาณาจักรโคกูเรียวสามารถมีอำนาจอยู่ทางตอนเหนือคาบสมุทรเกาหลีในเวลาต่อมา

ยุคสามอาณาจักร (สามก๊ก)( 57 ปีก่อนค.ศ. - ค.ศ. 668)

ในยุคสามอาณาจักรนั้น คาบสมุทรเกาหลีประกอบไปด้วยอาณาจักรต่างๆ คือ อาณาจักรโคกูเรียว อาณาจักรแพกเจ และอาณาจักรซิลลา ซึ่งทั้งสามอาณาจักรนั้น มีลักษณะการเมืองการปกครองที่แตกต่างกันไป
อาณาจักรโคกูเรียวนั้น เมื่อมีชัยชนะเหนือจีนแล้ว ทำให้อาณาจักรโคกูเรียวมีอาณาเขตกว้างขวาง เป็นที่หวั่นเกรงของอาณาจักรข้างเคียง ทำให้อาณาจักรถูกรุนรานบ่อยครั้ง ซึ่งครั้งที่ใหญ่ที่สุดคือในปี ค.ศ.342 ซึ่งอาณาจักรโคกูเรียวถูกรัฐเยนของชนเผ่าเสียนเป่ยโจมตีและยึดเมืองหลวงได้สำเร็จ แต่ต่อมาไม่นานอาณาจักรโคกูเรียวก็สามารถยึดดินแดนคืนจากรัฐเยนได้ ทำให้อาณาจักรโคกูเรียวจึงคิดหาวิธีป้องกันโดยการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับจีนและได้นำพุทธศาสนาจากเมืองจีนมาเผยแพร่ในอาณาจักรอีกด้วย หลังจากนั้นแล้ว ก็ได้ย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรมาอยู่ที่เปียงยาง

ในด้านการปกครองของอาณาจักรโคกูเรียวในส่วนกลางนั้น กษัตริย์ทรงแต่งตั้งขุนนางขึ้นมาบริหารประเทศ โดยแบ่งขุนนางออกเป็น 16 ระดับ โดยตำแหน่งของขุนนางในสมัยนี้นั้น ไม่สามารถสืบเชื้อสายในวงศ์ตระกูลได้ การปกครองส่วนภูมิภาคนั้น เนื่องจากอาณาจักรโคกูเรียวมีอาณาเขตกว้างขวาง จึงได้แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 เขต โดยกษัตริย์ทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองไปปกครองในแต่ละเขต ซึ่งอำนาจหน้าที่ของเจ้าเมืองนั้นได้แก่ การบริหารท้องถิ่น การบัญชาการทหาร และการเก็บภาษีอากรส่งให้ส่วนกลาง โดยอาณาจักรโคกูเรียวนั้นได้มีกฎหมายโดยเน้นในเรื่องการเก็บภาษีเป็นหลักเพื่อนำมาภาษีเหล่านั้นมาพัฒนาประเทศ ดังนั้น จะเห็นได้ว่า อาณาจักรโคกูเรียวได้พัฒนาในเรื่องการปกครองให้มีระเบียบแบบแผนมากขึ้นจากเดิมอย่างมากมาย

อาณาจักรแพกเจกำเนิดขึ้นทางตอนใต้ของอาณาจักรโคกูเรียว เกิดจากการรวมตัวของชนเผ่าต่างๆ ซึ่งมีระยะเวลาการพัฒนาการเป็นอาณาจักรสั้นกว่าของอาณาจักรโคกูเรียวอย่างมาก ทำให้ระบบการปกครองของอาณาจักรแพกเจในระยะแรกยังไม่เป็นระเบียบเท่าที่ควร แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาปรับปรุงรูปแบบการปกครองขึ้น โดยในส่วนกลาง มีการแบ่งตำแหน่งการบริหารออกเป็น 16 ระดับ โดยแบ่งเป็น 3 สาย ซึ่งในสายแรกนั้นจะบริหารในหน้าที่สำคัญๆ ของอาณาจักร เช่น การทหาร การคลัง การปกครอง เป็นต้นซึ่งแต่ละตำแหน่งขุนนางจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 3 ปีเท่านั้นเพื่อป้องกันการสร้างอำนาจขึ้นต่อต้านอาณาจักร และการในส่วนภูมิภาคนั้น อาณาจักรแพกเจได้แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 เขต ตามทิศต่างๆ คือ เขตภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคกลาง โดยจะมีผู้ว่าการเขตซึ่งเป็นพลเรือนที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลางให้บริหารปกครองในแต่ละเขต

ส่วนอาณาจักรสุดท้ายคืออาณาจักรซิลลานั้นรูปแบบการปกครองจะคล้ายกับสองอาณาจักรแรก แต่จะแตกต่างจากสองอาณาจักรแรกคือ มีการแบ่งชนชั้นทางสังคม และตำแหน่งทางราชการสามารถสืบตำแหน่งทางสายตระกูลได้ โดยระบบชนชั้นทางสังคมในระยะแรกนั้นแบ่งออกเป็น 8 ระดับ โดยชนชั้นสูง 2 ระดับแรกจะเป็นชนชั้นกษัตริย์และราชวงศ์ ชนชั้นระดับที่ 3 และ 4 เท่านั้นที่สามารถเป็นขุนนางได้ ชนชั้นที่เหลือไม่มีสิทธิที่จะเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาได้เลย แต่ต่อมาก็ได้มีการแก้ไขให้ชนชั้นกลางสามารถรับราชการได้ ส่วนการบริหารภูมิภาคนั้น ได้แบ่งการปกครองออกเป็นจังหวัดย่อยๆ มากมาย เพื่อให้สามารถควบคุมประชากรและเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า 2 อาณาจักรแรก

ในระยะแรกของสมัยสามอาณาจักรนั้น ประชากรดำรงชีวิตอย่างสงบ ปราศจากสงคราม เนื่องจากประเทศจีนอยู่ในภาวะระส่ำระสาย แต่เมื่อจีนมีการปกครองอย่างมั่นคงในราชวงศ์สุยแล้ว ก็เกิดการแย่งชิงอำนาจกันขึ้นในดินแดน โดยการปกครองของอาณาจักรซิลลานั้นเข้มแข็งขึ้นอย่างมาก เป็นเหตุให้อีกสองอาณาจักรหวาดระแวงว่าจะเกิดสงครามขึ้น จึงได้ทำสัญญาไมตรีร่วมกัน ทำให้อาณาจักรซิลลาต้องแสวงหาพันธมิตรบ้าง จึงได้หันไปเป็นพันธมิตรกับราชวงศ์สุยของจีน ต่อมา ภาวะสงครามก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยจีนบุกเข้าโจมตีอาณาจักรโคกูเรียวทางด้านทิศเหนือ แต่ก็ถูกอาณาจักรโคกูเรียวต้านไว้ได้ หลังจากนั้นไม่นาน ราชวงศ์สุยของจีนก็เสื่อมอำนาจและราชวงศ์ถังก็ก้าวขึ้นมามีอำนาจแทนที่ ต่อมาอาณาจักรโคกูเรียวเข้าโจมตีอาณาจักรซิลลาเพื่อหวังที่จะตัดทางเชื่อมต่อกับระหว่างอาณาจักรซิลลากับจีน เมื่อกษัตริย์ราชวงศ์ถังของจีนเห็นดังนั้น จึงอ้างความเป็นพันธมิตรขอร้องให้อาณาจักรโคกูเรียวถอนกำลังออกจากอาณาจักรซิลลา แต่ได้รับการปฏิเสธทำให้พันธมิตรทั้งสองฝ่ายบาดหมางกันยิ่งขึ้น

ต่อมา อาณาจักรซิลลาได้เข้าโจมตีอาณาจักรแพกเจได้สำเร็จ และต่อมาจึงได้ร่วมมือกับจีนตีขนาบอาณาจักรโคกูเรียวโดยจีนเข้ามาทางทิศเหนือ และอาณาจักรซิลลาเข้าโจมตีทางทิศใต้ จนในที่สุด อาณาจักรโคกูเรียวก็ได้ล่มสลายไปในคราวนั้นเอง

ภายหลังจากที่อาณาจักรโคกูเรียวที่ถูกตีแตกนั้น ชาวโคกูเรียวได้อพยพขึ้นเหนือไปในเขตแมนจูเรีย และได้ไปตั้งอาณาจักรใหม่ขึ้นชื่อว่า อาณาจักรพัลแฮ ต่อมาก็ได้ขยายดินแดนลงมาในคาบสมุทรเกาหลีมากขึ้น โดยสามารถยึดดินแดนที่เคยเป็นอาณาจักรโคกูเรียวเดิมส่วนมากได้สำเร็จ แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 10 ก็ถูกชาวคีตันโจมตี พวกชนชั้นปกครองจึงได้อพยพมาตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อว่า อาณาจักรโคเรียว

(ที่มา: cyberlab มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จาก BYJtogether )

ขอแสดงความเห็นส่วนตัวค่ะ

ราชวงศ์ฮั่นของจีน

อยู่ระหว่าง ปี พ.ศ. 337- 763 ( เทียบเป็น ค.ศ. คือ ก่อน ค.ศ. 106 ปี ถึง ค.ศ. 220 และเริ่ม เกิด เรื่องราวของ สามก๊ก ของจีน เกิดขึ้น โดยยังถือเรื่องราว ของสามก๊ก นี้ เป็นเรื่องราวของราชวงศ์ฮั่นอยู่ และถือ ว่า ราชวงศ์ฮั่น นี้ยืนยาวมาจนปี พ.ศ. 969 ( ค.ศ. 426) โดย ระหว่างนี้ มีราชวงศ์ จิ้น ค.ศ.317-420 ) เกิดซ้อนขึ้นมา โดย ลูกหลาน สายตระกูล ของสุมาอี้ ( ทหาร ของ โจโฉ ) ชื่อ สุมาเอี๋ยน เป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ จิ้น ขึ้นมา หลังจาก ปลดกษัตริย์ ลูกหลาน สายตระกูลของโจโฉ เป็นสามัญชน)

ดังนั้น รัชสมัย ของกษัตริย์กวางแกโท มหาราช หรือ กษัตริย์ Yeongnak หรือ ทัมด๊ก ก็ เป็นช่วง ปลาย ราชวงศ์ ฮั่น

คำว่ารัฐ เยน น่าจะเป็น ยาน ในละครตำนานจอมกษัตริย์เทพสวรรค์ หรือ คือ รัฐ เยี่ยน กระมังนะคะ

ส่วนคำว่า สามก๊ก ใน เรื่องของ ประวัติเกาหลี หมายถึง ยุค สาม อาณาจักร หรือ ซัมคุกยูซา คนละสามก๊กของจีน นะคะ ทั้งจีนและเกาหลี ต่างมี สามก๊กของชนชาติของตนนะคะ

ระเบียบ การปกครอง ของโคกูเรียว มีการ เปลี่ยนแปลง พัฒนา มาจาก ทัมด๊ก กษัตริย์ องค์ที่19

การย้ายเมืองหลวง ของโคกูเรียว จาก ปราสาท โกกแน ไปอยู่ที่เปียงยาง เกิดใน รัชสมัย กษัตริย์ Jang su พระโอรส กษัตริย์ กวางแก โท มหาราช ใน ปี ค.ศ. 427 ( กษัตริย์ ยูริ ย้ายเมืองหลวงจาก Jolbon ไปที่ Guknae Seong.)

บทความนี้ กล่าวถึงการเกิดอาณาจักรแพคเจ ซึ่งไม่ได้ลงรายละเอียดอย่างไร และใช้คำว่า เกิดจากการรวมตัวของชนเผ่าต่างๆ ข้อความนี้แตกต่าง กับ เรื่องราวจากแหล่งอื่นๆนะคะ จากแหล่งอื่น แพคเจ ก่อตั้งโดย องค์ ชาย ออนโจ โดยรวม เมืองของ องค์ชายองค์พี่ พีรู เข้าด้วยกัน แต่บรรยายถึงระบบการปกครอง ของแพคเจ อ่านแล้วจะเหมือนกัน เรื่อง ขุนนาง 16 ระดับ และ มี 5 เขต (มีข้อแตกต่าง ที่ ขุนนางแพคเจอยู่ในตำแหน่งได้ 3 ปี )ก็ไม่แปลก หาก แพคเจ ก็คือ เมืองน้อง ของโดคุริออ ตาม ที่ละครจูมงสื่อไว้ และ ใน วิกิพีเดีย

มีข้อความกล่าวถึงราชวงศ์ ของจีน คือ ฮั่น สุย และถัง

ขอแนะนำ ละคร ที่เกี่ยวพัน กับราชวงศ์ สุย เป็นซีรี่ส์จีน ยาวมาก คือ เรื่องศึกลำน้ำเลือด เป็นเรื่องราว ของปลายราชวงศ์ สุย และเป็นการเริ่มต้นของราชวงศ์ ถัง
ลำน้ำเลือดนี้เป็นความโหดร้ายของกษัตริย์ สุยหยางตี้ (หยางกวาง)ทรงโหดเหี้ยมทารุณและทรงฟุ่มเฟือย เกณฑ์แรงงาน ประชาชน ประมาณ 3-6 ล้าน คน ขุดคลอง ต้าหวินเหอ หรือ ต้าหยุนเหอ เพื่อ เชื่อมแม่น้ำฮวงโหทางภาคเหนือ และแม่น้ำแยงซีเกียงทางภาคใต้ เป็นการเชื่อมต่อทางน้ำ ของมณฑลเหอเป่ย ชานตุง เจียงซู และเจ๋อเจียงเข้าด้วยกัน เพื่อ ใช้สำหรับการล่องเรือท่องเที่ยวเพื่อความสำราญส่วนพระองค์ จากปักกิ่งมายังหังโจว รวม 1,800 กิโลเมตร แบ่งเป็น 24 ช่วง 60 สะพาน เป็นคลองขุดที่ยาวที่สุดในโลกโบราณ เร่งก่อสร้างให้เสร็จภายใน 6 ปี จึงมีผู้คนล้มตายจำนวนมหาศาล ( เอ้อเฮอ พอ ๆ กับกำแพงเมืองจีนของจิ๋นซี ฮ่องเต้ แต่ นั่น สื่อว่า เป็นการสร้างกำแพงเมือง เพื่อป้องกันการรุกรานของชาติอื่น ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ ความร่มเย็นเป็นสุข ของลูกหลานวันข้างหน้า และกลายมาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ หนึ่งใน เจ็ดของโลก เมื่อ สมัย คนเล่า ต้องท่องไว้ ใช้สอบ เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว)

ละคร เรื่องนี้ จะทำได้รู้จัก หลี่หยวน ปฐมกษัตริย์ ถังเกาจู ฮ่องเต้ รวม ทั้ง หลี่ซื่อหมิง ที่สืบต่อ เป็น ถังไท่จงฮ่องเต้ แล้วก็เกิด พระสนม บูเหม่ยเหนียง เมื่อ ถังไท่จง ฮ่องเต้ สิ้นพระชนม์ พระโอรส ถังเกาจงฮ่องเต้ ครองราชย์ต่อ ได้สึก แม่ชี บูเหม่ยเหนียง พระสนมของพระบิดา มาเป็นสนมเอกของพระองค์ จนเกิดเป็นเรื่องราว ของ บูเซ๊กเทียน ขึ้นมา ทุกท่านคงรู้จัก บูเซ็กเทียน ที่ยกตัวเองขึ้นเป็น ฮ่องเต้หญิง แล้วนะคะ แม้จะเป็นหญิงโหดเหี้ยม สร้างตัวเองเป็นใหญ่ แต่ บูเซ็กเทียน นับว่า เป็นพุทธศาสนิกชน ทำบุญเลี้ยงพระ สร้างวัดวาอาราม แต่งหนังสือทางพุทธศาสนา (ลึกๆ ในพระทัยของพระนาง คงเพื่อไถ่บาป กระมังนะคะ) แล้ว มาเล่า ทำไม เรื่องของแผ่นดินจีน ก็ เพราะ ในช่วงราชวงศ์ถัง ที่ 2 หลีซือหมิง หรือ ถังไท่จง ฮ่องเต้ นี่แหละ ที่ส่งพระถังซำจั๋ง ไปอัญเชิญพระไตรปิฎก จากอินเดีย ไปถึงวัดนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์ ของศาสนาพุทธ ที่อินเดีย และในละคร บูเซ็กเทียน นี่แหละ มีการกล่าวถึง การถวายเครื่องราชบรรณาการจากเกาหลี ในฐานะ เมืองขึ้น ของราชวงศ์ถัง ค่ะ ใน ซีรี่ส์ ใช้ชื่อ ว่า เกาหลี นะคะ เพราะ คนแปล เป็นไทย แปลมาอย่างนั้น เมื่อโยงเข้าด้วยกัน นี่คือ ยุค ที่ อาณาจักร แพคเจ และ โคคุเรียว ล่มสลาย

ราชวงศ์ถัง นี้ อยู่ระหว่าง ค.ศ. 618 - ค.ศ. 906

ราชวงศ์ถังล่มสลาย ก็ต่อด้วย ราชวงศ์ ซ่ง หรือซ้อง

และในปลายราชวงศ์ ถัง และ ซ่ง นี้ เป็น ช่วง ที่ชาว คีคัน มาโจม โต ชาว คิตัน นี้ ก็ คือ มองโกล ค่ะ แล้วก็ มาบรรจบ พบกับละคร เรื่อง เจงกีสข่าน แล้วล่ะค่ะ เชิญติดตาม ใน ทีวี ได้นะคะ

กลับมาประเทศเกาหลี ค่ะ

มาถึงเรื่องของ อาณาจักร โคคุเรียว (โคคุริออ) ว่า เกิด อาณาจักร แพคเจ ขึ้นอีก 1 อาณาจักร ในช่วง กษัตริย์ ยูริ กษัตริย์ องค์ที่ 2 ของ โคคุเรียว นะคะ

ยูริพระโอรส ของจูมง กับพระชายา เดิม เยโซยา ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ของโคคุเรียว ในระหว่างปี (19 BCE-18 CE )

ในละครจูมง จะสื่อ ความ อัจฉริยะ ฉลาด กล้าหาญ มีฝีมือเก่งกาจ ในการต่อสู้ ขององค์ชาย ยูริ เสียจน ถึงแม้ว่า องค์ชาย Biryu และองค์ชาย Onjo เป็นโอรส ของกษัตริย์จูมง จริง กษัตริย์ จูมง ก็ต้องยกตำแหน่งรัชทายาทให้ เมื่อ นับตามวัยวุฒิ ก็เป็นโอรส องค์โต ด้วย เมื่อยูริขึ้นเป็นกษัตริย์ ก่อนองค์ ชาย Onjo สถาปนา อาณาจักร Baekje 1 ปี และทรงพระชนม์สั้นกว่า กษัตริย์ Onjo ซึ่งอยู่ในราชสมบัติ แพคเจระหว่างปี ( 18 BCE -29 CE )

กษัตริย์ Yuri ถูกกล่าวขวัญว่า Yuri is described as a powerful and military successful King. He conquered Xiongnu tribe in 9 BCE.
และ In 3 BCE กษัตริย์ Yuri ได้ย้ายเมืองหลวงจาก Jolbon ไปที่ GUKNAE SEONG ( ปราสาทโกกแน ของ ทัมด๊ก ในละคร ตำนาน จอมกษัตริย์ เทพสวรรค์ของเรา นั่นเอง)

กษัตริย์Yuri มีพระโอรส 5 พระองค์ พระโอรส องค์โตสิ้นพระชนม์ไปก่อน ทรงตั้งพระโอรสองค์ที่ 2 เป็นรัชทายาท ต่อมา ทรงเห็นว่า รัชทายาท เป็นคนดื้อดึง ใจร้อน ไม่รอบคอบ ทรงตั้งรัชทายาทใหม่ เป็น พระโอรสองค์ ที่ 3 ซึ่งมีพระมารดา เป็น ธิดา ของเมือง Song Yang ( ในละครจูมง มีชื่อนี้ ด้วย จำกันได้ไหม แต่ กลายเป็นชื่อของ บุคคล ที่เป็นหัวหน้า แคว้น บีเรียว ชายสูงอายุ ที่ ยึดอำนาจ ผู้นำสูงสุด ของโชลบน ไปจาก ยอนทาบัล และซอซอนโน และยังไปยอมสวามิภักดิ์ กับเจ้าเมือง ฮยอนโท พ่อของชุนหลาน ชายา ของ องค์ชายแทโช ทำให้ วุ่นมากขึ้นไหมกับคำอธิบายนี้))
กษัตริย์ Yuri พระชนม์ สั้น เพียง 37 พรรษา เอง เมื่อ
พระโอรส องค์ ที่ 3 ขึ้นครองราชย์ เป็นกษัตริย์ องค์ที่ 3 ของโคคุเรียว กษัตริย์ Daemusin ( ค.ศ. 18-44)
เป็นผู้ สังหาร กษัตริย์ Daeso ของ โดงบูยอ ใน ปี 22 CE

( กษัตริย์ Daeso ที่เป็นคู่ปรับของกษัตริย์ จูมง ในเมือง โดงบูยอ อายุยืน จนมาถึงรุ่นพระนัดดา ของกษัตริย์ จูมง เชียวนะ แต่ถ้านับตามข้อมูล นี้แล้ว กษัตริย์ กึมวา อยู่บนบัลลังก์ โดงบูยอ ปี 48 BCE-7 BCE และกษัตริย์ แทโช ขึ้นครองราชย์ ระหว่าง ปี 7 BCE – 22 CE ดังนั้น กษัตริย์ แทโช ครองราชย์ โดงบูยอ หลัง จูมง สิ้นพระชนม์ กษัตริย์ จูมง มีสัมพันธ์ ที่ดี กับกษัตริย์ กึมวา เพราะพระมารดา Yuhwa ยังคงอยู่ ที่ โดงบูยอ เมื่อสิ้นพระชนม์ในขณะ ที่ จูมงขึ้นเป็นกษัตริย์ของโคคุเรียวแล้วหลายปี กษัตริย์ กึมวา ทรงจัดพิธีพระศพของ Yuhwa ในฐานะ ราชินี และแม่ของแผ่นดิน ทั้งที่ Yuhwa มิใช่ราชินี ของ โดงบูยอ

กษัตริย์ แทโช ยกกองทัพมา ตี โคคุเรียว 2 ครั้ง ในรัชสมัย Yuri 1 ครั้ง และ รัชสมัย ของ Daemusin และสิ้นพระชนม์ เพราะ กษัตริย์ องค์ที่3 ของ โคคุเรียว นี่เอง และถือว่า โดงบูบอ ล่มสลายหลัง กษัตริย์ แทโช สิ้นพระชนม์ แม้จะทรงมีพระอนุชา อีกรวม 6 พระองค์ ซึ่งไม่ได้กล่าวว่า พระอนุชา เป็นอย่างไรถ้าดูตามบุคลิกของกษัตริย์แทโช ตามบทละครจูมงมหาบุรุษกู้บัลลังก์ พระอนุชา อาจถูก กำจัดทิ้งไปก่อนหน้านี่ Amornbyj สันนิษฐานเองค่ะ)

มาถึงตรงนี้ อาณาจักร บูยอ ทั้ง 3 บูยอ ล่มสลายหมดเช่นกัน ทั้ง บูยอ บุกบูยอ และโดงบูบอ

จาก วิกิพีเดีย

ขอเรียงความ ใหม่ ถึง การเกิด และล่มสลายของอาณาจักร บนคาบสมุทรเกาหลี หลังการสถาปนาของ

อาณาจักร โคคุริออ (โคคุเรียว ) 37 BCE - 668 CE มีกษัตริย์ รวม 28 พระองค์
แพคเจ 18 BCE -660 CE มีกษัตริย์ 31 พระองค์
ชิลลา - Pre Unification 57 BCE – 661 CE มีกษัตริย์ 29 พระองค์
ชิลลา -post Unification 661 CE - 912 CE มี กษัตริย์ นับต่อ จาก ชิลลา Pre Unification นับต่อ องค์ที่30-52 คืออีก 23 พระองค์
อาณาจักร กายา ที่เป็นอาณาจักร ถึงปี ค.ศ. 42- 562 มีกษัตริย์(ประมาณ ) 26 พระองค์
อาณาจักร Balhae 669 CE – 926 CE มีกษัตริย์ 15 พระองค์
อาณาจักร Goryeo 877 CE- 1392 CE มีกษัตริย์ 34 พระองค์
อาณาจักร Joseon 1335 CE-1408 CE , 1392 CE - 1863 CE มีกษัตริย์ 27 พระองค์
Korean Empire มี King of Korea ในปี 1863CE -1897 CEและสุดท้าย Emperor of Korea 1897 CE -1907 CE รวม เป็น กษัตริย์ 2 พระองค์

เป็นอันสิ้นสุด ระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีกษัตริย์ ปกครองประเทศ ของ ประเทศเกาหลี

ขอสรุปว่า อาณาจักร โคคุริออ (โคคุเรียว ) มีอายุ 705 ปี
อาณาจักร แพคเจ มีอายุ 678 ปี
อาณาจักร ชิลลา ก่อตั้ง ก่อน อาณาจักร โคคุริออ และล่มสลายภายหลังสุด ของยุค สาม อาณาจักร รวม มีอายุ 969 ปี
และเกิด อาณาจักร โคริออ ซ้อนขึ้นมาในช่วง ค.ศ. 877

มีหนังสือ อีกฉบับ this is korea เป็นนิตยสารนำเที่ยว ประเทศเกาหลี ตีพิมพ์ ขาย ในช่วงละคร แดจังกึม กำลังออนแอร์ ที่บ้านเรา เล่าว่า

ในปี 660 เบคเจ พ่ายแพ้ต่อ ชิลลา ประเทศเบคเจ มีเมืองหลวงสุดท้ายชื่อ พูยอ โดยย้ายมาจาก คงจู (472-539 ) ที่เมือง คงจู ในปัจจุบัน มี พิพิธภัณฑ์ แห่งชาติ คงจู เป็นที่จัดแสดงทรัพย์สมบัติจากสุสาน ของกษัตริย์ มู ของแพคเจ แม้ว่าส่วนใหญ่ สุสานจะถูกทำลายไปแล้ว แต่สุสานของกษัตริย์ มู นี้ ยังอยู่ในสภาพเดิม จนกระทั่งมีการขุดค้นใน ปี 1971

(กษัตริย์ mu พระองค์ นี้ ก็ คือ อาชาง หรือ ซอดอง จาก ซีรีส์ ชอดองโย สายใยรักสองแผ่นดิน เป็นความรักของเจ้าชาย ที่กลายเป็นกษัตริย์ องค์ ที่ 30 ของแพคเจ และเจ้าหญิง ซันวา จากชิลลา )

ที่เมือง พูยอ มี หน้าผา นักความฮัม บนฝั่งแม่น้ำ เป็นที่เกิด โศกนาฎกรรม เมื่อ เบคเจ ถูกรุกรานนั้น (โดยซิลลา) นางใน 3,000 คน ได้มาโดดน้ำตายเพื่อให้รอดพ้น การถูกข่มเหงโดยทหารฝ่ายตรงข้าม ภาพหญิงสาวในเสื้อผ้าสีสดใส พากันกระโดดจากหน้าผา ทำให้สถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่า “ผาแห่งดอกไม้ที่ร่วงหล่น”
น่าเศร้าใจ จริงๆ

ส่วนในหนังสือ เปิดประตุ สู่เกาหลี ( โดย คิม โอะจุง -ผู้เขียน )กล่าวไว้ว่า

เมื่อ โคโซซอน ล่มสลาย บรรดาเมืองต่างๆ ที่เคยอยู่ใต้การปกครอง ก็แตกแยกเป็น ประเทศเล็กประเทศน้อย ถึง 7 ประเทศ และต่างก็ทำสงครามแย่งความเป็นใหญ่กันจนเหลือ 4 ประเทศ คือ โคคุริออ แพคเจ ชิลลา และกายา แล้วในปี ค.ศ. 562 กายา ก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของชิลลา ทำให้คาบสมุทรเกาหลี เหลือเพียง 3 ประเทศ

ยุคนี้เป็นยุคที่วุ่นวายและซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะต่างฝ่ายต่างทำสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่กันของ 3 ประเทศ ในขณะที่แพคเจต่อสู้กับชิลลานั้น โคคุริออ ก็ต่อสู้กับจีน (ราชวงศ์ถัง) จีนจึงไม่สามารถช่วยชิลลาได้ ชิลลาได้ยื่นข้อเสนอกับจีนอย่างลับๆว่า ถ้าช่วยตี โคคุริออกับแพคเจได้ จะยกแผ่นดินในภาคเหนือ ของโคคุริออให้จีน จีนจึงตกลง เมื่อทำสำเร็จแล้ว แพคเจ กับโคคุริออ จึงล่มสลาย จีนผิดสัญญา โดยการพยายามครอบครองคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมด ชิลลาจึงไปช่วย โคคุริออ และแพคเจ ขับไล่ทหารจีนออกจากคาบสมุทรเกาหลี ทั้ง 3 ประเทศ จึงรวมเป็นหนึ่งเดียว

เมื่อ 3 ประเทศ รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ก็น่าจะยุติด้วยดีแล้ว แต่การณ์ไม่เป็นเช่นนั้น ในปลาย คริสต์ศตวรรษ ที่ 9 บ้านเมืองก็เริ่มไม่สงบอีก เพราะการฉ้อราษฎร์บังหลวง ของบรรดาขุนนาง ชิลลา ในขณะเดียวกันเมืองแพคเจ และโคคุริออ ได้มีคนดีมีฝีมือเกิดขึ้น จึงแยกตนเป็นอิสระอีกครั้ง เกิดเป็นประเทศแพคเจยุคหลัง และ โคคุริออ ยุคหลัง กลับเป็น 3 ประเทศเช่นเดิม สำหรับประเทศ โคคุริออยุคหลังนี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น โคริออ โดยกษัตริย์ วังกอน ช่วงนี้จึงเรียกว่า 3 ประเทศยุคหลัง


ต่อมา โคริออ พยายามจะรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่นจึงเกิดการทำสงครามกันอีก ในปี ค.ศ. 936 ก็สามารถรวม แพคเจและชิลลา ให้กลับมาเป็นประเทศเดียวกันอีกบนคาบสมุทรเกาหลี ในชื่อประเทศใหม่ว่า โคริออ นับเป็นการสิ้นสุดของสมัย 3 ประเทศยุคหลัง ยุติการทำสงครามระหว่างประเทศต่างๆ บนคาบสมุทรเกาหลี

สมัย โคริออ

โคริออ มีความมั่นคงและเป็นปึกแผ่นอย่างยิ่ง ในยุคนี้เอง ก็เริ่มทำการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ โคริออ เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น และในการค้าขายกับคนต่างชาตินี้เองเป็นที่มาของคำว่า KOREA ( โคเรีย) เนื่องมาจากพ่อค้าชาวอาระเบียจะเรียก โคริออ ว่า โคเรีย
(ชาวตะวันตกเรียก ชาวเกาหลีว่า โคเรีย Korea ตามพ่อค้าชาวอารเบีย คนไทยออกเสียงตามภาษาจีน ทั้ง โคเรีย และเกาหลี มาจากอักษร จีนตัวเดียวกัน ไม่มีแป้น ภาษาจีน ให้ key ค่ะ)

( มีการเล่าถึงอาณาจักร โคริออ จากอีกแหล่งว่า

อาณาจักรโคเรียว (ค.ศ.918 - ค.ศ. 935)
ผู้ก่อตั้ง อาณาจักรโคเรียว วังกอน ซึ่งเคยเป็นนายพลของเจ้าชายผู้ก่อกบฏแห่งซิลลา ได้เลือกบ้านเกิดที่ซองโตปัจจุบันคือเมืองแกซอง เป็นฐานของอาณาจักรของตน โดยประกาศนโยบายที่จะนำดินแดนโคกูเรียวในแมจูเรียที่เสียไปคืน ดังนั้นจึงตั้งชื่ออาณาจักรว่า โคเรียว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเกาหลีในปัจจุบัน
ในตอนเริ่มแรก ราชสำนักโคเรียวรับศาสนาพุทธมาปรับใช้เป็นศาสนาประจำรัฐ ศาสนาพุทธมีความเจริญรุ่งเรืองทำให้เกิดศรัทธาในการสร้างวัดและแกะสลักพระพุทธรูป เช่นเดียวกับการวาดภาพบนแผ่นโลหะหรือแผ่นไม้ แต่วัดและพระสงฆ์มีอำนาจในการปกครองอย่างเหลือล้น ต่อมาในปลายของอาณาจักร ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างขุนนางพลเรือนกับนักรบ และระหว่างผู้นับถือขงจื๊อกับศาสนาพุทธ ทำให้อาณาจักรอ่อนแอ มองโกลซึ่งเริ่มต้นรุกรานในปี ค.ศ.1231 ในที่สุดจึงยึดครองโคเรียวได้ในคริสต์ศตวรรษนี้

ที่มา: cyberlab มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จาก BYJtogether )

( หากใครดู ซีรี่ส์ ใน ทีวี เรื่อง เจงกีสข่าน ที่ ถ่ายทำ โดยจีนแผ่นดินใหญ่) จะพบว่า ในช่วง ค.ศ. 1200 ต้นๆ (1203) นี้ เตมูจิน กำลังต่อสู้ กับชนเผ่า มองโกลด้วยกัน อยู่ กำลังใกล้ จะรวม มองโกล เป็นหนึ่งเดียว แล้วหลังจากนั้น ก็จะเป็น เจงกีสข่านผู้ยิ่งใหญ่ บุกตะลุย ยึดดินแดน ต่างๆ จีน เกาหลี ไปทั้งยุโรป รัสเชียแล้ว สำหรับจีน น่าจะกำลังอยู่ในราชวงศ์ ซ่ง หรือซ้อง หลานชายของเจงกีสข่าน ก็ กุบไลข่าน แล้ว ก็ มาเกี่ยวพัน กับ อมตะ นิยายกำลังภายในจีน ของกิมย้ง มังกรหยก ภาค1 ก๊วยเจ๋ง นั่นเอง พันวันพัลเก อีรุงตุงนังเชียวนะคะ)

ก็พยายามเก็บข้อมูล มาให้อ่าน แล้วท่านผู้อ่าน ก็ใช้ วิชา data processing ให้ กับแต่ละท่านเองก็แล้วกัน

ข้อมูลเปิดประตูสู่เกาหลี โดย คิม โฮะ จุง ต่อนะคะ

ในช่วงศตวรรษที่ 12 -13 โคริออ ก็เกิดความไม่สงบทั้งจากปัญหาภายในประเทศ และการรุกรานของประเทศจีน จนใน คริสต์ศตวรรษ ที่ 14 โคริออ ก็ถูกนายพล ลีซองแก แม่ทัพของ โคริออ นำกองทัพเข้ายึดอำนาจ เพราะเห็นว่า กษัตริย์ อ่อนแอ ไม่สามารถปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขได้ จึงตั้งตนเป็นกษัตริย์ และเปลี่ยนชื่อประเทศ โคริออ เป็น โซซอน ตามชื่อประเทศแรก บนคาบสมุทรเกาหลี คือ โคโซซอน ( ซึ่ง ทันกุน วังค็อม เป็นผู้สร้าง เมื่อลงมาจากภูเขา แพคดูซัน)

สมัย โซซอน

เมื่อ โคริออ เปลี่ยนชื่อเป็นประเทศ โซซอน นายพล ลีซองแกได้ย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่เมือง ฮันยัง (ซึ่งคือกรุง โซล ในปัจจุบันนี้ ) ในยุคนี้มีกษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถหลายพระองค์ โดย เฉพาะ พระเจ้า เซ จง แด วัง ได้ ประดิษฐ์ อักษรเกาหลีที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

ในเวลาต่อมา โซซอน เริ่มอ่อนแอลง ญี่ปุ่นจึงเข้ามารุกรานและทำสงคราม กันเป็นเวลายาวนานถึง 7 ปี ในที่สุด โซซอน ก็ขับไล่ญี่ปุ่นออกไปได้ แต่ประเทศก็ประสบความเสียหายอย่างหนักอีกครั้ง
เมื่อหลายสิบปีต่อมา จีนก็เข้ามารุกราน โซซอน จนกษัตริย์ โซซอน ต้องขอทำสัญญายุติสงคราม

โซซอน ก็ว่างเว้นจากการทำสงครามไปอีกประมาณ 200 ปี


ในปี ค.ศ. 1860 เป็นต้นมา โซซอน ก็ถูกรุกรานจากประเทศ ตะวันตก คือ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และประเทศใกล้เคียง คือประเทศญี่ปุ่น ได้เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองและยึด โซซอน ได้ในปี ค.ศ. 1910 หลังจากญี่ปุ่นยึดครอง โซซอน ชาว โซซอน ต้องการกอบกู้เอกราชกลับคืน มีการก่อตั้งองค์กรลับหลายองค์กร บรรดาผู้มีความรู้ต่างๆ สอนเยาวชนในโรงเรียน และหนังสือพิมพ์ เพื่อปลุกใจประชาชนให้กอบกู้เอกราช ทั้งยังมีกลุ่มคนที่ลี้ภัยอยู่ในจีน ได้จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นในจีนที่เมือง เซี่ยงไฮ้ จัดตั้งกองรบพิเศษทำการฝึกทหารไว้เพื่อรบกับญี่ปุ่น

เกิดการต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นทั่วทุกพื้นที่ใน โซซอน ยิ่งชาว โซซอนต่อต้านญี่ปุ่นมากเท่าใด ญี่ปุ่นก็กดขี่ข่มเหงชาวโซซอน อย่างทารุณมากขึ้นอีกเป็นหลายเท่า ทหารญี่ปุ่นลักพาตัวหญิงสาวไปเป็นโสเภณี บังคับให้ทุกโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น และให้เปลี่ยนชื่อประเทศ เป็นชื่อญี่ปุ่น เพื่อทำลายขวัญและกำลังใจ แต่อิสรภาพและเอกราชของตนเอง เย้ายวนใจพวกเขามากกว่าการทารุณ ทำให้ชาวโซซอนยิ่งอยากได้กลับคืน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1919 ชาวโซซอน รวมตัวกันขับไล่ญี่ปุ่น วันนั้นคือวัน ที่ 2 มิถุนายน 1919 ชาว โซซอน รวมตัวกันขับไล่ ญี่ปุ่น วันนั้นคือวัน ซัม-อิน- อุน -ดง

เหตุการณ์ครั้งนี้ นักศึกษา ประชาชน นับพันถูกฆ่าอย่างทารุณ

เหมือนชาว โซซอน ได้ตื่นขึ้นจากฝันร้าย เมื่อเมือง Nagasagi และ Hiroshima ของญี่ปุ่นถูกระเบิด ปรมาณู 2 ลูก จาก อเมริกา ญี่ปุ่นจึงแพ้สงครามในครั้งนี้ และถอนทัพ จาก โซซอน ด้วยเหตุนี้ โซซอน จึงประกาศเอกราช เมื่อ 15 ส.ค 1945

การตั้งสาธารณรัฐเกาหลี republic of Korea

เมื่อเกาหลีได้รับเอกราชจากญี่ปุ่นแล้ว ต้องเผชิญกับปัญหาอีกอย่างคือ การแตกแยกออกเป็น 2 ประเทศ ใน ค.ศ.1945 สาเหตุจากการยึดครองพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต ก่อนสงครามโลกครั้งที่2 จะสิ้นสุดลง สหรัฐอเมริกาได้ยึดครองพื้นที่ทางภาคใต้ ส่วนสหภาพโซเวียตได้ยึดครองพื้นที่ทางตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี โดยขีดแบ่งเขตที่เส้น 38 องศา ใช้ข้ออ้างว่าเพื่อขับไล่ทหารญี่ปุ่นออกจากเกาหลีให้หมด

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง เกาหลีขาดผู้นำเป็นของตนเอง ในปี ค.ศ. 1948 ได้มีนักการเมืองหลายท่านออกมาสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศเพื่อจะเลือกหาผู้นำมาบริหารบ้านเมือง แต่เกิดความขัดแย้งกันระหว่างนักการเมืองทางตอนเหนือและตอนใต้ของประเทศเรื่องสถานที่ และเวลา ในการจัดการเลือกตั้ง มีนักการเมืองบางท่านออกมาขอร้องให้ทั้งสองฝ่ายมาตกลงกันก่อนจัดการเลือกตั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

ทางตอนใต้ของประเทศได้จัดให้มีการเลือกตั้งก่อน ในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 นาย ลี ซังมิน ได้รับเลือกตั้งเป็นเป็นประธานาธิบดี ได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1948 พร้อมทั้งตั้งชื่อประเทศว่า สาธารณรัฐเกาหลี (ภาษาเกาหลีเรียกว่า “แดะฮัมมินกุก” แปลว่า “ ประเทศที่ยิ่งใหญ่ ของชาวเกาหลี” มีแนวทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีกรุงโซล เป็นเมืองหลวง

ส่วนทางตอนเหนือของประเทศได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นโดยได้รับการช่วยเหลือจาก สหภาพโซเวียต นาย คิม อิลซอง เป็นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ.1948 ตั้งชื่อประเทศว่า “ สาธารณรัฐประชาชนโซซอน” มีกรุง เปียงยางเป็นเมืองหลวง มีแนวทางการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์

ในที่สุดทั้งสองฝ่ายได้แบ่งเขตการปกครองที่เส้น 38 องศา เป็นเพราะความคิดและหลักการไม่ตรงกัน พร้อมทั้งอิทธิพลจากภายนอกนี้เองที่แยกเกาหลีออกเป็น สองประเทศ

เอ อย่างนี้ แล้ว เมื่อ ไรจะไปถึง กษัตริย์ องค์ ที่ 19 ทัมด๊ก กันละเนี่ย คุณ poo รอไปก่อนนะคะ...




Amornbyj : Writer

Copyright @ Amornbyj

*********************************************


Go-Joseon, or Old Korea (2333 - 206 BC), was the first Korean kingdom. According to legend, it was founded by Dangun in southern Manchuria in the basins of the Liao and Taedong Rivers.

Judging from Chinese records, the state of Go-Joseon as a political entity could be described as a kingdom (Chinese: 國; pinyin: guó) at least by the beginning of the 4th century BC. This roughly coincides with the advent of the Iron Age in Korea.

Go-Joseon went into a period of decline, but it was revived in the 2nd century BC as Wiman Joseon. Some Korean records combine Wiman Joseon, Gija Joseon, and the initial Go-Joseon as periods of one Go-Joseon.

Gija Joseon (around 300 BC - 194 BC or 1126 BC - 194 BC) was an ancient kingdom that succeeded Go-Joseon.

Gija Joseon
Revised Romanization Gija Joseon
McCune-Reischauer Kija Josŏn
Hangul 기자 조선
Hanja 箕子朝鮮

Gija was the paternal uncle of the last emperor of the Chinese Shang Dynasty, the tyrannical King Zhou. Gija was imprisoned by the tyrant until the downfall of Shang Kingdom, when King Wu of Zhou released him. Not wanting to be the subject of the Zhou Kingdom, Gija led 5,000 to present-day Korea and became the king of Joseon.

Whether Gija Joseon actually existed or not is a matter of great controversy; for some historians deny or ignore Gija because of nationalistic ideology. According to Samguk Yusa, Go-Joseon was established in 2333 BC. But Samguk Yusa doesn't provide much detail; and according to Gyuwon Sahwa, a historical record of Danguns and their periods of reign, Go-Joseon was ruled by 43 Danguns for 1195 years. The "lost period" between fall of Go-Joseon and Wiman Joseon makes it possible that Gija Joseon existed.

House Seonwu of Taewon of Korea has Book of Roots of House Seonwu of Taewon(태원선우씨세보, 太原鮮于氏世譜) which lists names of 41 rulers of Gija Joseon and their periods of reign.

Gija Joseon was succeeded by Wiman Joseon.

Wiman Joseon
From Wikipedia, the free encyclopedia.
Revised Romanization Wiman Joseon
Hangul 위만조선
Hanja 衛滿朝鮮

Wiman Joseon (194 BC - 108 BC) was the continuation of Go-Joseon, founded by Wiman.

Wiman was originally a refugee from the Chinese state of Yan. He succeeded in driving out King Jun of Go-Joseon and taking over the throne. He made the capital in Wanggeomseong (王險城), today's P'yŏngyang. Although cultually Sinicized, Wiman Joseon was not a colony of China.

Wiman Joseon expanded to control a vast territory and became strong economically by controlling trade between China's Han Dynasty and the outlying regions to the northeast. Feeling increasingly threatened by the growing Wiman Joseon, and fearing she would ally with the Xiongnu, Emperor Wu of Han China launched an attack on Wiman Joseon in 109 BC. After a year of battle, Wanggeomseong was captured and Wiman Joseon was destroyed. Han China established four commanderies in the captured areas, of which Lelang or Nangnang was the most important.

Bueyo (Chinese Fuyu)
From Wikipedia, the free encyclopedia.
Buyeo
Chinese characters 夫餘
Pinyin Fūyú
Korean Name Bueyo
Revised Romanization Buyeo
McCune-Reischauer Puyŏ
Hangul 부여
Hanja 夫餘

Fuyu (Buyeo) was an ancient ethnic group and its kingdom in northern Manchuria.

Their manners and customs were mostly recorded in Sanguo Zhi (Chronicles of the Three Kingdoms). The Fuyu were agricultural people who occupied the vastest plain in Manchuria. They already maintained a complex social structure. They named official titled after animals. Their capital was once considered to be Nong'an, Jilin Province but it would be near Harbin.

The origin of Fuyu is unknown but it seems to have already been known to China during the Warring States Period. Fuyu began to make frequent contacts with China via the Xuantu commandery during the Eastern Han Dynasty. Although it raided Chinese borderland in 111, Fuyu paid tribute to Eastern Han in 120 and in the next year dispatched Prince Weichoutai (尉仇台) to Xuantu to save it from Goguryeo's attack.

At the end of Eastern Han, Gongsun Du, a Chinese warlord in Liaodong, supported Fuyu to counter Xianbei in the north and Goguryeo in the east. After destroying the Gongsun family, the Kingdom of Wei sent Wuqiu Jian to attack Goguryeo. A squad of the third expeditionary force led by the Governor of the Xuantu commandery was welcomed by Fuyu. It brought detailed information of Fuyu to China.

Since then Fuyu had been torn between big powers until its final overthrow. In 285 the Murong tribe of the Xianbei, led by Murong Hui, invaded Fuyu, pushing King Yilü (依慮) to suicide. Considering its friendly relationship with Jin Dynasty, Emperor Wu revived Fuyu and installed King Yiluo (依羅). Goguryeo's attack sometime before 347 caused further decline. Lost its stronghold near Harbin, Fuyu moved southwestward to Nong'an. Around 347, Fuyu was conquered by Murong Huang of the Former Yan. King Xuan (玄) and his people were captured.

At the first downfall in 285, some people fled eastward to the land of Woju (沃沮) around modern-day Yanbian. It seems they who was called Eastern Fuyu by Goguryeo. They were invaded by King Gwanggaeto and may have been conquered by King Jangsu.

A part of Fuyu seems to have lingered around Harbin under the influence of Goguryeo. In fact Fuyu paid tribute to Northern Wei in 457. They were conquered by the rising Wuji (Mohe) in 494 and the royal family defected to Goguryeo.

Goguryeo and Baekje claimed that they were descendants of Fuyu. According to their legends, King Dongmyeong, the founder of Goguryeo, was a prince of Fuyu. Korean medieval history books say that Goguryeo was originally made of many chiefdoms, including Jolbon Buyeo(졸본부여, 卒本扶餘), the tribe of King Dongmyeongseong. Baekje officially changed its name to Nambuyeo (남부여, 南夫餘 "South Buyeo") in 538. It is well known the founder of Baekje, according to Samguk Sagi, King Onjo, the founder of Baekje, was a son of King Dongmyeong. Those titles suggest both Goguryeo and Baekje, two of the three kingdoms of ancient Korea, considered themselves as a branch or successor of Fuyu. So Korean historians consider Fuyu(Buyeo) as one of the ancestors of Koreans.

Source : http://www.chinahistoryforum.com/index.php?showtopic=1898&st=0

No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.